เรียนพิเศษ ... จำเป็นหรือแค่แฟชั่น !?

เรียนพิเศษจำเป็น ... หรือแค่แฟชั่น !?

เรียนพิเศษ 

แค่เนื้อหาในห้องเรียนก็มีให้เรียนเยอะจนหัวบวมแล้วแถมยังมีเรียนพิเศษตอนเย็นภาคบังคับสอนการบ้านสอนเนื้อหาเสริมหลังจากเลิกเรียนอีกจะไม่เรียนพิเศษก็ไม่ได้เพราะโรงเรียนบังคับหรือถ้าไม่บังคับก็กลัวลูกจะเสียโอกาสหากครูแอบเอาข้อสอบมาบอกในคาบเรียนพิเศษเท่านั้นยังไม่พอมีเรียนพิเศษในวันเสาร์อาทิตย์อีกด้วยเห็นลูกเรียนเยอะแบบนี้บางทีก็อดห่วงไม่ได้เหมือนกันกลัวลูกจะไม่มีเวลาสำหรับกิจกรรมอื่นๆ

 

ครูปุ้ยเชื่อว่าคุณแม่ก็ทราบดีค่ะว่าปัจจุบันการเรียนพิเศษเป็นที่นิยมมากและมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะด้วยแถมอายุเด็กที่เริ่มเรียนพิเศษก็เริ่มน้อยลงเรื่อยๆอีกบางครั้งลูกยังไม่ทันจะเข้าอนุบาลเลยก็พาไปเรียนพิเศษกันแล้วเป็นธรรมดาในวงเม้ามอยของกลุ่มแม่ๆบ้างก็เห็นลูกเพื่อนเรียนเก่งก็พาไปเรียนตามๆกันบ้างก็มีเพื่อนแนะนำมาว่าที่นี่ดีก็ไปเรียนบ้างถือคติไม่ยอมน้อยหน้าใครเดี๋ยวเอาท์เทรนด์บ้างก็ไม่รู้จะให้ลูกทำอะไรในเวลาว่างก็เลยให้เรียนพิเศษดีกว่าและอีกหลายๆเหตุผลนานับประการที่พ่อแม่ผู้ปกครองตัดสินใจให้ลูก“เรียนพิเศษ”

 

“การตัดสินใจให้ลูกเรียนพิเศษ” พ่อแม่ผู้ปกครองมักจะหาข้อมูลก่อนและตามมาด้วยความกังวลใจและคำถามคาใจต่างๆนาๆวันนี้ครูปุ้ยก็เลยอยาจะมาขอเล่าผ่านมุมมองของบุคลากรทางด้านการศึกษาที่คลุกคลีกับเด็กและผู้ปกครองมาเป็นเวลานานอย่างน้อยๆก็หวังให้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของผู้ปกครองค่ะว่าควรให้ลูกตัวเองเรียนพิเศษไหม ?

 

“คุณต้องเรียนรู้กฎของเกมแล้วคุณต้องเล่นให้ดีกว่าคนอื่น” Albert Einstein

เกมกรณีนี้คือเกมการแข่งขันทางการศึกษาค่ะ

 

ผู้ปกครองต้องทำใจยอมรับอย่างนึงค่ะว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับการศึกษามากกกกกกก (ก.ไก่ล้านตัว) และมีการแข่งขันด้านการศึกษาสูงไม่แพ้ชาติชั้นนำในเอเชียอย่างญี่ปุ่นเกาหลีสิงคโปร (ยิ่งการแข่งขันสอบเข้าโรงเรียนดังๆตามเมืองใหญ่ในแต่ละภาคยิ่งดุเดือด) เพราะพวกเราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า

 

“ตั้งใจเรียนนะลูกจะได้สอบเข้าโรงเรียนดีๆมหาลัยดีๆและสุดท้ายได้ทำงานดีๆ”คุ้นๆใช่ไหมคะ ? ทั้งนี้ทั้งนั้นสุดท้ายปลายทางแล้วก็เพื่อให้ได้มีโอกาสได้งานดีๆทำนั่นเอง

 

ปลายทางคือการมีอาชีพการงานที่ดีและมั่นคง- แต่ต้นทางคือการศึกษานั่นเองเลยเป็นที่มาของการที่ผู้ปกครองไทยให้ความสำคัญกับการศึกษามากกกกก

ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนดีๆเสียเงินทองเท่าไรไม่ว่ากันมีไม่น้อยที่ยอมออกจากงานมาดูแลลูกรับส่งลูกเรียนพิเศษบางคนถึงขั้นวางแผนเส้นทางชีวิตการเรียนของลูกตั้งแต่อนุบาลเลยด้วยซ้ำไปว่า

อนุบาลประถมมัธยมจะให้เรียนที่ไหนเพื่อให้สอบเข้ามหาลัยอะไร

 

การสอบเข้าต่างๆก็ไม่ใช่ง่ายๆการสอบเพื่อคัดเลือกนักเรียนเข้าโรงเรียนมหาวิทยาลัยหรือแม้แต่การสอบเลื่อนชั้นเรียนเองใช่เรื่องง่ายๆธรรมดาๆเสียที่ไหน ? องค์ความรู้ที่สะสมกันมานานนมทำให้เด็กสมัยนี้ต้องเรียนเยอะขึ้นเรียนรู้มากขึ้นการออกข้อสอบก็มีการออกข้อสอบที่เกินระดับชั้นเรียนอยู่เรื่อยไป (ซึ่งบางข้อแม้แต่แม่ๆอย่างเราก็อาจทำไม่ได้ด้วยซ้ำ) ตัวอย่างเช่นอย่างการสอบคัดเลือกเข้าชั้นป.1 ก็อาจมีความรู้ระดับป.3โผล่มาให้เห็นในข้อสอบแล้วหรือแม้แต่การสอบเข้าม.1 ก็เช่นกันก็มักจะมีความรู้ระดับ ม.ปลาย มาในข้อสอบให้เด็กๆได้ตื่นตาตื่นใจกันร่ำไปแต่เชื่อไหมคะว่าข้อสอบยากๆเกินชั้นเรียนกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆสำหรับเด็กที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดีเหมือนกับเคยเห็นผ่านตาเคยทำข้อสอบแนวนี้มาก่อนทำให้เวลาเจอข้อสอบจริงสามารถทำได้โดยง่ายไม่ตกใจรู้เทคนิคและวิธีพิชิตข้อสอบนั้นๆสามารถทำได้ในเวลาอันรวดเร็วและทำคะแนนได้สูง

 

มาถึงคำถามกันค่ะ“เรียนพิเศษจำเป็นไหม ?”

 

แต่คำถามที่สำคัญกว่าการจะให้ลูกเรียนพิเศษหรือไม่ ? คือคำถามว่า..

 ให้ลูกเรียนพิเศษเพื่ออะไร ? อยากสนับสนุนลูกในทางไหน ? มีความพร้อมที่จะส่งเสริมลูกให้เรียนพิเศษหรือไม่ ?

 

เพราะมีไม่น้อยเหมือนกันค่ะที่ผู้ปกครองหรือแม้แต่ตัวลูกเองเห็นการเรียนพิเศษเป็น “แฟชั่น” เห็นเพื่อนเรียนก็อยากเรียนตามเห็นลูกเพื่อนเรียนก็อยากให้เรียนบ้างเห็นใครๆเขาเรียนกันก็ต้องเรียนบ้าง

 

มีเยอะค่ะที่ส่งลูกมาเรียนพิเศษแบบแฟชั่นมาเรียนได้สักพัก…ลูกเริ่มขี้เกียจไม่มีวินัยทำการบ้านไม่ตั้งใจเรียนสุดท้ายผู้ปกครองก็ใจอ่อนยอมให้ลูกเลิกเรียนเพราะเห็นว่าลูกไม่พัฒนาและยังขี้เกียจเหมือนเดิมหรือบ้างก็เห็นว่าลูกงอแงไม่อยากเรียนก็ยอมให้ลูกหยุดเรียนไปเพราะคิดว่าลูกยังเล็กไป ยังไม่พร้อม

ครูปุ้ยก็ได้แต่แนะนำอย่างจริงใจว่า “ลูกยังเล็ก ยังฝึกฝนได้ทั้งวิชาการ วินัย และให้เป็นเด็กรักเรียน ถ้าไม่พัฒนาตอนนี้ถ้าไม่กวดขันตอนนี้หากโตไปจะแก้ไขลำบากวินัยและความสามารถทางวิชาการเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาต้องค่อยๆฝึกฝน ไม่สามารถเห็นผลได้ภายในสัปดาห์หรือเดือนเดียว”

 

แต่หากผู้ปกครองไม่สามารถตอบได้ว่าจะให้ลูกเรียนพิเศษเพื่ออะไร ? ครูปุ้ยขอแนะนำอย่างตรงไปตรงมาเลยค่ะว่า

 

“การเรียนพิเศษไม่จำเป็น” ถ้าหาก...

 

ถ้าหาก... ลูกมีความพยายามขวนขวายที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

ถ้าหาก... ลูกมีความสามารถสูงรู้เทคนิควิธีการทำข้อสอบได้เร็วและถูกต้อง

ถ้าหาก... ลูกมีวินัยสามารถอ่านหนังสือเองได้

ถ้าหาก... ผู้ปกครองมีเวลาเอาใจใส่ลูกเป็นอย่างดีมีเวลากวดขันเรื่องการเรียน

ถ้าหาก... ผู้ปกครองสนับสนุนให้ลูกให้ทำในสิ่งที่เขาชอบและไม่จำเป็นต้องสอบแข่งขันในระบบการศึกษาที่ดุเดือดของประเทศไทย

 

แล้ว “เรียนพิเศษ” จำเป็นสำหรับใคร ?

 

จำเป็นสำหรับ... ผู้ปกครองที่ไม่สามารถจะสอนลูกได้ หรือสอนได้แต่สอนทีไรทะเลาะกันลั่นบ้านทุกที

จำเป็นสำหรับ… น้องที่เป็น youtuber ติดจอ LCD Screen ทั้ง Mobile Tablet และ Computer

จำเป็นสำหรับ… น้องที่อ่อนวิชาการมากพื้นฐานไม่แข็งแรงเรียนในห้องไม่เข้าใจ เรียนตามเพื่อนไม่ทัน

จำเป็นสำหรับ… ผู้ปกครองที่คาดหวังให้ลูกสามารถแข่งขันได้ในสนามสอบ

 

สุดท้ายนี้ก่อนจะตัดสินใจให้ลูกเรียนพิเศษครูปุ้ยอยากฝากไว้ค่ะว่าควรไตร่ตรองให้ดีว่าจะให้ลูกเรียนพิเศษไปเพื่ออะไร  ผุ้ปกครองคาดหวังให้ลูกได้ประโยชน์อะไรจากการเรียนพิเศษและมีความพร้อมที่จะสนับสนุนเขาหรือไม่ทั้งในเรื่องการกวดขันและการรับส่งเพราะถ้าไปเรียนตามแฟชั่นเห็นลูกเพื่อนเรียนก็พาไปเรียนตามหรือเกรดไม่ดีก็พาไปเรียนเพื่อหวังแก้ไขแต่ไปเรียนแล้วไม่ตั้งใจไม่มีวินัยขาดเรียนมีการบ้านแต่ไม่ทำสุดท้ายแล้วน้องก็ไม่ได้ประโยชน์จากการเรียนพิเศษอยู่ดีค่ะเสียเงินเสียทองไม่พอยังเสียเวลาและเสียโอกาสที่น้องจะได้ทำในสิ่งอื่นที่ชอบด้วยค่ะ

 

แต่ถ้าหากมีจุดประสงค์ที่แน่ชัดและมีความพร้อมที่จะสนับสนุนเขาก็ลุยเลยค่ะ

ครูปุ้ยยินดีจะพัฒนาเด็กๆร่วมกับผู้ปกครองอย่างเต็มที่

 

ครูปุ้ยเชื่อว่า “เด็กทุกคนมีศักยภาพ” ค่ะ

 

ตอนต่อไปครูปุ้ยจะมาเล่าถึง“การเตรียมความพร้อมในการเรียนพิเศษ” สามารถติดตามได้ในช่องทางfacebook คุมองตึกคอม

อย่าลืมไลค์และติดตามเพจนะคะ